ผู้เขียน หัวข้อ: ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารสายยาง  (อ่าน 6 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1312
  • สินค้าโปรโมชั่น โพสขายฟรี
    • ดูรายละเอียด
ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารสายยาง
« เมื่อ: วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026, 21:59:02 น. »
ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารสายยาง

ผู้ป่วยในภาวะวิกฤต (Critical Care) มีสภาพร่างกายที่เปราะบางกว่าผู้ป่วยทั่วไป ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ มักล้มเหลวหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ภาวะแทรกซ้อนจากการให้อาหารทางสายยางมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และแนวทางที่ทีมผู้รักษาให้ความสำคัญครับ:

1. ภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติ (Glycemic Control Issues)

ผู้ป่วยวิกฤตมักมีภาวะดื้อต่ออินซูลินจากความเครียดของร่างกาย (Stress-induced Hyperglycemia)

ภาวะน้ำตาลสูง: การให้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงหรือให้เร็วเกินไป อาจทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ซึ่งขัดขวางการหายของแผลและเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อ

การเฝ้าระวัง: ใน ICU จะมีการเจาะน้ำตาลปลายนิ้วบ่อยครั้ง (ทุก 1-4 ชั่วโมง) เพื่อปรับอัตราการให้อาหารหรือให้ยาอินซูลินควบคู่ไปด้วย


2. กลุ่มอาการหลังเริ่มให้อาหาร (Refeeding Syndrome)

เกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยที่ขาดสารอาหารมานาน (หรืออดอาหารมาหลายวัน) ได้รับอาหารปริมาณมากในทันที

กลไก: ร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกลือแร่ในเลือด (ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม, แมกนีเซียม) ต่ำลงอย่างกะทันหัน

อันตราย: อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือระบบหายใจล้มเหลว

การป้องกัน: ทีมแพทย์จะเริ่มให้อาหารทีละน้อย (Start Low, Go Slow) และตรวจเลือดเช็กเกลือแร่อย่างใกล้ชิด


3. การสำลักเข้าปอด (Micro-aspiration)

ผู้ป่วยวิกฤตมักใส่เครื่องช่วยหายใจหรือได้รับยากล่อมประสาท ทำให้กลไกการไอและหูรูดหลอดอาหารทำงานได้ไม่ดี

ภาวะสำลักเงียบ (Silent Aspiration): อาหารปริมาณน้อยๆ อาจไหลย้อนเข้าปอดโดยที่ผู้ป่วยไม่แสดงอาการไอ แต่จะส่งผลให้ปอดอักเสบรุนแรงในภายหลัง

การป้องกัน: การใช้เครื่องควบคุมการให้สารอาหาร (Feeding Pump) เพื่อควบคุมความเร็วให้สม่ำเสมอ และการยกหัวเตียงสูงอย่างเคร่งครัด


4. ระบบทางเดินอาหารล้มเหลว (Gastric Intolerance)

การไหลเวียนเลือดไปยังทางเดินอาหารอาจลดลงในผู้ป่วยที่ช็อกหรือได้รับยากระตุ้นความดัน

ปัญหา: กระเพาะและลำไส้ไม่บีบตัว (Ileus) ทำให้เกิดอาหารค้าง ท้องอืดรุนแรง หรือลำไส้ขาดเลือด

การสังเกต: หากดูดเช็กอาหารค้าง (Residual) แล้วเจอสีผิดปกติ (เช่น สีน้ำตาลดำ หรือเขียวเข้มจัด) ต้องรายงานแพทย์ทันที

📊 ตารางสรุป: ข้อแตกต่างของการดูแลผู้ป่วยวิกฤต

ประเด็น   สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ความเร็ว   มักต้องใช้ Feeding Pump เพื่อความแม่นยำ (ห้ามใช้ไซริงค์เทเร็วๆ)
เกลือแร่   ต้องตรวจเลือดบ่อยครั้ง เพื่อป้องกัน Refeeding Syndrome
ตำแหน่งสาย   มักแนะนำให้ใส่สายลงไปถึง ลำไส้เล็ก (Post-pyloric) หากมีภาวะสำลักสูง
ชนิดอาหาร   มักใช้สูตรเฉพาะโรค (เช่น สูตรสำหรับโรคปอด หรือสูตรเพิ่มภูมิคุ้มกัน)


💡 คำแนะนำ

สำหรับผู้ป่วยในระยะวิกฤต "การขยับตัว" อาจทำได้จำกัด แต่การจัดท่าหัวสูงยังคงเป็นหัวใจหลัก หากผู้ป่วยต้องตรวจพิเศษ (เช่น ไปเอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ที่ต้องนอนราบ ผู้ดูแลหรือพยาบาลจะทำการหยุดให้อาหารชั่วคราวก่อน เพื่อความปลอดภัยครับ